Logoweb-01

การจัดฟัน (Orthodontic Treatment)

          การจัดฟัน (Orthodontics) ทันตกรรมเฉพาะทางแขนงหนึ่งมุ่งเน้นไปที่การวินิจฉัย วางแผนป้องกัน แก้ไขปัญหา และรักษาความผิดปกติของการเรียงฟัน การสบฟัน รวมถึงปัญหาที่เกี่ยวกับขากรรไกร การจัดฟันจึงเป็นการรักษาเพื่อให้มีการสบฟันที่ดีขึ้น การบดเคี้ยวอาหารมีประสิทธิภาพ ลดปัจจัยเสี่ยงในการเกิดฟันผุหรือโรคเหงือกอันเนื่องมาจากฟันเรียงตัวผิดปกติ และหลีกเลี่ยงการเกิดรอยสึกของฟันจากการเรียงฟันหรือการสบฟันที่ไม่เหมาะสม

ปัญหาของฟันมีหลายรูปแบบซึ่งปัญหาของการสบฟันที่ผิดปกติ (Malocclusions) ที่ควรได้รับการรักษาด้วยการจัดฟัน สามารถแบ่งได้ดังนี้

Screenshot2024-11-23183723

1.ฟันยื่น (Protruded) แบ่งออกเป็น 2 แบบ ได้แก่

            - ฟันหน้าบนยื่นหรือฟันเหยินลักษณะที่ฟันบนคร่อมฟันล่าง ซึ่งยื่นออกมาด้านหน้ามากเกินไป จนทำให้ปากอูม ทำให้การสบกันของฟันผิดปกติ มักเกิดจากปัญหาการเรียงตัวของฟันหรือแนวกราม หากมีฟันหน้าบนยื่นออกมามากอาจทำให้ฟันหน้าล่างกัดเหงือกจนเป็นแผลได้

          - ฟันหน้าล่างยื่นเป็นลักษณะฟันล่างคร่อมฟันบน ผู้ที่มีปัญหาฟันล่างยื่นใบหน้าจะดูคางยื่น บางรายอาจมีปัญหาใบหน้าไม่เท่ากัน หรือเบี้ยวไปด้านใดด้านหนึ่ง เกิดการสบกันของฟันที่ผิดปกติ ในกรณีที่ฟันล่างยื่นออกไปมากๆ อาจทำให้เกิดช่องว่างระหว่างฟันบนกับฟันล่าง จนส่งผลต่อการบดเคี้ยวอาหารได้ รวมถึงความสวยงาม

Screenshot2024-11-23183718



2.ฟันซ้อน (Crowding) 


           หมายถึงลักษณะของฟันที่เรียงไม่เป็นระเบียบ อาจซ้อนกันทั้งข้างนอกและข้างใน ซึ่งอาจเกิดจากสภาวะที่ฟันแท้ขึ้นมาในขณะที่ฟันน้ำนมยังไม่หลุด
 
ทำให้ฟันแท้ขึ้นมาซ้อนฟันน้ำนม หรือฟันน้ำนมหลุดก่อนเวลาอันควรไปนาน จนทำให้เกิดปัญหาการเรียงตัวของฟันที่ไม่สวยงาม ฟันเบียดเกทับกัน ผู้ที่มีฟันซ้อนกันอาจะเป็นที่สะสมของเศษอาหาร ทำความสะอาดยาก เกิดมีกลิ่นปาก เสี่ยงที่จะเป็นโรคเหงือกอักเสบ และอาจจะเกิดฟันผุตามมาได้ และแน่นอนว่าทำให้ยิ้มไม่สวย

Screenshot2024-11-23183711



3.ฟันห่าง (Spacing)

         
            เป็นลักษณะที่มีระยะห่างหรือช่องว่างระหว่างฟันที่มากกว่า 0.5 มิลลิเมตร สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุไม่ว่าจะเป็นฟันหลุด หรือฟันขึ้นไม่เต็มอาจเกิดร่วมกับฟันยื่น ผู้ที่มีฟันห่างจะทำให้พูดไม่ชัด เวลาพูดมีน้ำลายกระเด็น เมื่อรับประทานอาหารจะมีเศษอาหารจะเข้าไปติดอยู่ตามซอกฟัน และอาจทำให้เกิดปัญหาสุขภาพช่องปากอื่นๆ ตามมาได้ เช่น เหงือกอักเสบ คราบหินปูน และฟันผุ

Screenshot2024-11-23183728


4.ฟันสบลึก (Deep bite)

         
            เกิดจากลักษณะของฟันหน้าบน คร่อมปิดฟันหน้าล่างจนมากเกินไป จนไม่เห็นฟันล่าง ในกรณีที่ฟันสบลืกมากๆ จนทำปลายฟันหน้าล่าง ชนโคนฟันหน้าบนด้านในไปเรื่อยๆ พอนานเข้าก็ทำให้ฟันสึก เจ็บ เสียวฟัน สร้างความเสียหายให้กับเหงือกและรากฟันหน้า จนต้องรักษารากฟันได้ และอาจก่อให้เกิดภาวะเจ็บข้อต่อขากรรไกรได้

Screenshot2024-11-23183704


5.สบเปิด (Open bite) 

           
            เกิดจากลักษณะของปลายฟันบนและปลายฟันล่างมีระยะห่างออกจากกัน เมื่อกัดฟัน ทำให้มีปัญหาระหว่างรับประทานอาหาร กัดอาหารไม่ขาด ออกเสียงบางคำไม่ชัดเจน ในกรณีที่มีฟันสบเปิดมาก เมื่อยิ้มแล้วจะเห็นเป็นโพรง เหมือนอ้าปากตลอดเวลา ทำให้เสียบุคลิกภาพ ยิ้มแบบไม่มั่นใจ

Screenshot2024-11-23183732

6.ฟันกัดคร่อม (Crossbite) 

             เป็นลักษณะของฟันบนกับฟันล่างที่ไม่สามารถขบได้พอดี หรือเมื่อเวลาขบกัดฟันบนกับฟันล่างจะไม่ตรงกัน มีลักษณะขบแบบไขว้ สลับกันไปมา ไม่สมดุล ทำให้การขบเคี้ยวอาหารได้ไม่เต็มปากเต็มคำ ไม่สามารถใช้ฟันหน้ากัดอาหารได้ตามปกติ และอาจทำให้ไม่สามารถออกเสียงคำบางคำได้ชัดเจน หากเป็นมากอาจมีใบหน้าเบี้ยวร่วมด้วย

Screenshot2024-11-23183738

7.ฟันกัดเบี้ยว (Midline shift)

            เป็นลักษณะของฟันที่อาจเกิดจากขากรรไกรเอียงไปด้านใดด้านหนึ่งมากกว่า ส่งผลให้เส้นกึ่งกลางของฟันบนและฟันล่างไม่ตรงกัน หรือไม่มีความสมดุล ทำให้การบดเคี้ยวอาหารทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ

             นอกจากปัญหาของการสบฟันที่ผิดปกติ เช่น ฟันยื่น ฟันกัดคร่อม ฟันห่าง และฟันซ้อนแล้ว ผู้ที่มีความผิดปกติของการสบฟันเนื่องด้วยสาเหตุจากกระดูกขากรรไกร การจัดฟันร่วมกับการศัลยกรรมขากรรไกรก็มีส่วนช่วยให้เกิดเปลี่ยนแปลงเรื่องโครงหน้า ช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ให้ดูดี พูดหรือยิ้มได้อย่างมั่นใจมากขึ้น